ภาพการแสดงช้างปี53



Get the Flash Player to see this player.

time2online Extensions: Simple Video Flash Player Module

การแสดงช้างสุรินท์

ประวัติการแสดงช้างสุรินทร์

เข้าระบบ



Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday4
mod_vvisit_counterYesterday31
mod_vvisit_counterThis week206
mod_vvisit_counterLast week219
mod_vvisit_counterThis month35
mod_vvisit_counterLast month1015
mod_vvisit_counterAll days50036

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 54.242.99.191
,
Today: Aug 02, 2014


Designed by:

การจับช้าง PDF Print E-mail

การจับช้างที่เมืองสุรินทร์

จากการสำรวจของทางการพบว่า ปัจจุบันช้างบ้านทั้งประเทศมีอยู่ประมาณ 3,000 เชือก ในจำนวนนี้เป็นช้างที่เลี้ยงดูอยู่ในเขตจังหวัดสุรินทร์เพียง 150 เชือก นอกนั้นกระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ถึง 40 กว่าจังหวัด 6 จังหวัด คือ ตาก แม่ฮ่องสอน แพร่ เชียงใหม่ ระนอง และลำปาง มีช้างมากกว่าจังหวัดสุรินทร์เสียอีก หลายจังหวัดมีทั้งช้างบ้านและช้างป่าบางจังหวัด เช่น นครราชสีมา มีช้างอยู่หลายร้อยตัวแต่ไม่มีช้างบ้านแม้แต่เชือกเดียว ตรงกันข้ามกับจังหวัดสุรินทร์ ที่ไม่มีช้างป่าเลย

ถ้าวิเคราะห์โดยใช้ผลผลิตและอาชีพของประชาชนประกอบ จะเห็นว่าหลายจังหวัดเลี้ยงช้างไว้ในฐานะเป็นปัจจัยการผลิตแต่เมื่อหันมามองจังหวัดสุรินทร์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างช้างกับอาชีพของประชาชน กลับไม่พบตัวชี้บ่งอะไรที่มีนัยสัมพันธ์ในทางกลับกัน ช้างที่สร้างปัญหาให้กับประเทศในปัจจุบันเป็นช้างสุรินทร์

จากข้อเท็จจริงที่สวนทางกันดังนำเสนอสะท้อนให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึก อันเป็นที่มาที่ไปของช้างไทยในปัจจุบัน เพราะจังหวัดสุรินทร์เป็นแหล่งผลิตหรือจัดหาช้าง จังหวัดอื่น ๆ ที่มีช้างส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้แรงช้าง ทั้งนี้อาจจะมีการจับช้างป่าเองอยู่บ้าง แต่ก็ได้รับการยืนยันจากปศุสัตว์จังหวัดหลายจังหวัด แม้แต่นายแพทย์ที่ดูแลช้างอยู่ที่หน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องว่า ช้างบ้านส่วนใหญ่จัดหาไปจากจังหวัดสุรินทร์ หรือไม่ก็โดยคนสุรินทร์

ไม่มีหลักฐานว่ามีการวังช้างหรือการจับช้างในเพนียดที่สุรินทร์ การจับช้างที่นี่มีเพียงวิธีเดียวคือ การกูบเทวดา

กูบเทวดาคือการคล้องช้างหรือจับช้างด้วยเชือกปะกำ เป็นหนึ่งในกระบวนโพนช้าง โพนเป็นภาษากวย หมายถึงการออกป่าจับช้าง กูบเทวดาหมายความเฉพาะการนำช้างต่อเข้าประชิด แล้วทิ้งบ่วงที่ปลายหนังปะกำคล้องที่เท้าช้างป่า เพื่อให้เห็นกรรมวิธีโพนช้างของสุรินทร์โดยตลอด ขอนำเสนอขั้นตอน และพิธีกรรมทั้งหมดโดยสังเขป ดังต่อไปนี้

1. การจัดอัตรากำลัง

การจัดอัตรากำลังออกจับช้างที่สุรินทร์ แบ่งเป็น 2 ระดับ ดังนี้

ระดับหมอ

ระดับควาญ

หมอแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

1. ระดับครูบา

2. ระดับหมอสะดำ

3. ระดับหมอสะเดียง

ควาญแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ

1. ควาญจา

2. ควาญมะ

เพื่อง่ายแก่การทำความเข้าใจ ขออธิบายคุณสมบัติ หน้าที่และความรับผิดชอบของบุคลากรของ 5 ระดับจากต่ำสุดไปหาสูงสุด ดังนี้

ควาญมะ

คือหนุ่มวัยรุ่นที่สนใจใคร่รู้ใคร่เห็น ขอร่วมไปในคณะเพื่อเรียนรู้การจับช้าง เป็นผู้คอยรับใช้งานแบกหาม หุงหาอาหารและงานทั่วไป แต่ก็ถือเป็นบุคลากรในทีมงานเช่นกัน มีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งจากการจับช้าง เหนือ

อื่นใดหมอ อาจเป็นผู้นำโชคหรือหายนะมาสู่คนได้เช่นกับคนอื่น ดังนั้น ชายหนุ่มที่ประสงค์จะเป็นมะ ต้องสมัครเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ต้น ต้องถือปฏิบัติตามจารีตที่เป็นข้อห้ามและข้อพึงกระทำอย่างเคร่งครัด

ควาญจา

ควาญจาหรือจ่า คือผู้อยู่ท้ายช้างต่อ หรือตำแหน่งท้ายช้างตามตำนานจับช้างของพระนครศรีอยุธยา มีหน้าที่คอยช่วยเหลือหมอช้าง เคยเป็นมะออกป่ามาจนมีความรู้ความเข้าใจการใช้อุปกรณ์จับช้างต่าง ๆ พอสมควร ไม่ต้องผ่านการ ปะชิ คือยกครู เมื่อหมอช้างเฉพาะอย่างยิ่งครูบามอบหมายก็เป็นจาได้เลย

ขณะพันตูเข้าคล้องช้างป่า คือช่วงที่เรียกว่า กูบเทวดา จาจะคอยเป็นผู้หยิบยื่นเครื่องมือต่าง ๆ ให้หมอ จาที่ชำนาญจะไม่ต้องให้หมอช้างสั่งหรือเรียกจึงยื่นส่งให้ เพียงเห็นหมอใช้หัวแม่เท้าสะกิดก้านหูช้างต่อ จาก็จะลงไม้งกที่ท้ายช้างเพื่อเร่งความเร็วเข้าจะเร่งให้ช้างต่อวิ่งเร็วขึ้นจนทันเทวดาคือช้างป่าแล้วรักษาความเร็วให้สม่ำเสมอ เพื่อหมอจะได้ยื่นบ่วงบาศด้วยไม้คันจามเข้าคล้องเท้าหลังช้างป่าได้แม่นยำ

ข้อห้ามพิเศษที่มะและจาต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดคือ ห้ามสูบยาขณะอยู่บนหลังช้าง และกำลังประกอบพิธีกรรม ห้ามกินขา หัว และเครื่องในสัตว์

หมอสะเดียง

สะเดียงแปลว่าซ้ายหรือมือซ้าย หมอสะเดียงจึงได้แก่หมอซ้าย หรือที่ทางพระนครศรีอยุธยาเรียกว่าควาญซ้าย เคยเป็นจา ช่วยหมอจับช้างป่ามาแล้วจนชำนาญพอสมควร ผ่านพิธีปะชิ คือพิธีแต่งตั้งหรือประสิทธิ์ประสาทโดยหมอใหญ่หรือครูบา

ถึงจะเป็นจามานานออกโพนช้างมาหลายครั้งแต่ไม่เคยจับช้างป่าได้ ก็ไม่ได้รับการปะชิขึ้นเป็นหมอสะเดียง

ขณะทำการเซ่นไหว้ หมอสะเดียงจะทำหน้าที่ลูกมือ มีส่วนร่วมพิธีบนบานและจัดว่างเครื่องบัตรพลี ขณะทำการคล้องหรือกูบจะได้รับมอบหมายให้เป็นหมอซ้ายของครูบา ถ้าหมอสะเดียงทำ กรรมแตก ขณะอยู่กรรม หรือทำผิดด้วยการละเมิดข้อห้ามจะถูกลดลงเป็นจา หลังจากถูกสอบสวนและประจักษ์ข้อเท็จจริงว่า เป็นความผิดที่ไม่สามารถชำระล้างด้วยพิธี ปะสะ ได้

หมอสะดำ

หมอสะดำตรงกับตำแหน่งควาญขวาของตำนานจับช้างพระนครศรีอยุธยา เคยออกจับช้างในฐานะหมอสะเดียง จนจับช้างป่าได้ตั้งแต่ 5 ตัวขึ้นไปมีความรู้ความชำนาญการจับช้าง เคยควบคุมทำการจับช้างมาด้วยตนเอง เป็นหมอมือรองลงไปจากหมอใหญ่หรือครูบา

การเลื่อนหมอสะเดียงขึ้นเป็นหมอสะดำให้กระทำโดยวิธีปะชิ

หมอสะเดียงที่จับช้างป่าเชือกสำคัญได้เพียงเชือกเดียว ไม่ว่าจะเป็นช้างเผือกหรือช้างเนียม ก็สามารถขอรับการปะชิเป็นหมอสะดำได้

หมอสะดำที่ไม่มีผลงาน หรือมีผลงานแต่ไม่ผ่านพิธีปะชิ โดยครูบาเรียกว่า หมอสะดำแก่

ครูบา

ครูบาหรือปะกำหลวงคือหมอเฒ่า ผู้มีความรู้ความชำนาญทั้งด้านคชลักษณ์ คชกรรมทั้งปวง เคยเป็นหมอสะดำ และออกจับช้างป่าได้ไม่น้อยกว่า 20 ตัวขึ้นไป และได้รับการปะชิเลื่อนขึ้นเป็นครูบา ครูบาคือหัวหน้า ผู้ควบคุมสูงสุด เป็นผู้ที่หมอและควาญทุกคนให้ความเคารพ มีปฏิปทางดงาม มีอำนาจระงับข้อพิพาท ชำระความผิด ตลอดจนควบคุมการจัดการผลประโยชน์ที่เกิดจากการจับช้างแต่ละครั้ง

ในการออกจับช้างป่าแต่ละครั้ง อาจมีควาญหมอสะเดียง สะดำ หลายคน แต่มีครูบาหรือหมอใหญ่เพียงคนเดียวเท่านั้น

นอกจากควาญและหมอทั้ง 5 ตำแหน่งแล้วยังมีบุคลสำคัญอีกท่านหนึ่ง คือ หมอเฒ่า หรือตาหมอเฒ่า ภายหลังมีคนเรียกว่า พระมอเฒ่า เพื่อให้ดูศักดิ์สิทธิ์ หมอเฒ่าหรือตาหมอเฒ่าเทียบได้กับตำแหน่งปฏิยายของพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ที่มีอาคมแก่กล้า ชำนาญพิธีกรรม การหาฤกษ์ยาม เชื่อกันว่าตาหมอเฒ่า คือผู้ออกกฎหรือข้อปฏิบัติที่ทั้งผู้ออกป่าและทางบ้างต้องถือปฏิบัติ เป็นศาสดาของตำนานพระคชศาสตร์ก็ว่าได้ ตำนานช้างสุรินทร์กล่าวถึงท่านผู้นี้ในฐานะผู้ก่อกำเนิดจารีตประเพณีการจับช้างเท่านั้น ไม่มีบุคคลอื่นหรือทายาทที่ได้รับการประสิทธิ์ประสาทถ่ายทอดสืบต่อกันมาอีกเลย

หมอเฒ่าที่สร้างตำนานการจับช้างเป็นที่ลือลั่นอยู่ในความทรงจำของชาวสุรินทร์ คือ อาคง ชื่อนี้อาจเพี้ยนเป็น อากง หรือ ก่อง ไปในทางพื้นที่ เพราะตำนานหมอเฒ่าเป็นมุขปาฐะเล่าต่อกันมา ไม่มีการจารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ขณะเดียวกันก็หาข้อยุติไม่ได้ว่า หมอเฒ่าตัวจริงคือใครระหว่างอาคงกับผู้เป็นบิดา ฟังตามที่เล่าหมอเฒ่าน่าจะเป็นบิดา เพราะได้ผ่านชีวิตการจับช้างมาอย่างโชกโชน แต่ถ้าวิเคราะห์จากพิธีกรรมที่ทำกันในชุมชนองคงหรืออากงคือนามที่ถูกเชิญมารับเครื่องเซ่นไหว้มาคุ้มครอง และให้โชคให้ชัย ด้วยเชื่อว่า ท่านผู้นี้คือเจ้าของช้างป่า ช้างป่าตัวใดจะมาให้จับให้คล้องก็โดยท่านนี้บัญชาหรือดลใจให้มันออกมา

เรื่องโดยสังเขปมีว่า ตากูกเป็นหมอช้างที่ยิ่งใหญ่ มีลูกศิษย์และผู้คนนับถือเป็นจำนวนมาก ได้รับการยกย่องว่าเป็นตาหมอเฒ่าหรือพระมอเฒ่า มีลูกชายคนหนึ่งชื่อคง เคยทำหน้าที่เป็นมะและจาช่วยผู้เป็นบิดาออกจับช้างมาหลายครั้ง ครั้งล่าสุด ตาหมอเฒ่าได้นำครอบครัวออกจับช้างด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการผิดข้อห้ามอย่างรุนแรงครั้งที่ 1 ขณะกำลังกูบเทวดาอยู่ในป่า ตาหมอเฒ่าก็พยายามจะคล้องเอาลูกเทวดาคือลูกช้างป่าติดแม่อันเป็นความผิดรุนแรงครั้งที่ 2 อาคงจาท้ายช้างพยายามทัดทานบิดาเมื่อเห็นว่าไม่เป็นผลจึงกระโดดขึ้นหลังช้างป่าตัวนั้นหายเข้าป่าไป ( บางท่านว่า กระโดดขึ้นหลังควายป่า ) ฝ่ายบิดากู่เรียกหาลูกช้ายอยู่ทั้งวันก็ไม่พานพบพอกับมาถึงที่พักในป่า ก็ต้องพบกับความเจ็บปวดซ้ำสองปิ่มจะขาดใจตาย เมื่อศรีภรรยาก็มีอันเป็นไปถูกเสือโคร่งจับกินเป็นอาหาร คงทิ้งนิ้วมือ 3 นิ้ว กำบ่วงบาศอยู่ไว้ดูต่างหน้า หมอเฒ่ากูกจึงเสียสติ วิ่งกระเซอะกระเซิงเข้าป่าหายไปอีกรายหนึ่ง

ตำนานพระมอเฒ่าเป็นเรื่องเล่า จึงคลาดเคลื่อนผิดแผกกันสุดแต่ผู้เล่าจะสอดใส่อารมณ์ ถ้าว่าตามคติความเชื่อแต่โบราณ พระมอเฒ่าก็มีศักดิ์เช่นเดียวกับยาย เป็นผู้อยู่เหนือกฎเหนือข้อห้ามสามารถกระทำการทุกอย่างโดยไม่ผิด ดังนั้น เภทภัยต่าง ๆ ที่พระมอเฒ่าได้รับ หลายท่านจึงแปลความว่าไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่ได้เวลาที่ท่านเหล่านั้นจะกลับไปสู่ภพชาติปรกติของท่าน อาคงก็กับไปเป็นเจ้าป่า คอยปกช้างป่าตามบัญชาของสวรรค์ ตากูกก็เป็นเทพารักษ์ที่สถิตอยู่ในป่า ไม่ปรากฏตัวให้มนุษย์เห็น คงได้ยินแต่เสียงขาน กู๊ก กู๊ก อยู่ในราวป่าเมื่อมนุษย์เรียกเท่านั้น

 

ตำนานคชศาสตร์ฉบับหมู่บ้านช้าง

โดยร.ศ. เจริญ  ไวรวัจนกุล

 

Last Updated on Tuesday, 26 October 2010 11:43